5เคล็ดลับ เรียนศิลปะให้สนุก
การเรียนศิลปะสามารถสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างสรรค์ ได้ แต่บางครั้งความท้าทายและความเครียดก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกหนักหน่วงเกินไป ทั้งที่ศิลปะนั้นสามารถช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มความพอใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้ ลองใช้เคล็ดลับเหล่านี้เพื่อทำให้การเรียนศิลปะของคุณสนุกยิ่งขึ้น!! ลองใช้วัสดุใหม่ๆ การทดลองใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น สีน้ำมัน, สีอะคริลิค, หรือวัสดุรีไซเคิล สามารถเปิดโลกใหม่ในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ลองเล่นกับเทคนิคที่คุณไม่เคยลองมาก่อน เช่น การสร้างลวดลายด้วยการปาดสี หรือการใช้สื่อผสม เพื่อค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่อาจทำให้คุณหลงรักศิลปะมากขึ้น ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมและท้าทาย การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถช่วยให้การเรียนศิลปะมีทิศทางและสนุกสนานมากขึ้น คุณอาจตั้งเป้าหมายในการสร้างผลงานที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น การวาดภาพเหมือนบุคคลในครอบครัว หรือการสร้างงานศิลปะที่เกี่ยวข้องกับความสนใจส่วนตัว เช่น การออกแบบโปสเตอร์สำหรับกิจกรรมที่คุณรัก แบ่งปันงานของคุณกับผู้อื่น การแชร์งานศิลปะของคุณกับเพื่อนหรือครอบครัวไม่เพียงแต่ทำให้คุณรู้สึกภูมิใจ แต่ยังสามารถรับความคิดเห็นและแรงบันดาลใจจากคนรอบข้างได้ ลองเข้าร่วมกลุ่มศิลปินออนไลน์หรือเข้าร่วมงานนิทรรศการท้องถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และไอเดีย ทำงานศิลปะในสภาพแวดล้อมที่สร้างแรงบันดาลใจ การสร้างสรรค์ในสภาพแวดล้อมที่สะดวกสบายและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจสามารถทำให้การเรียนศิลปะสนุกยิ่งขึ้น จัดพื้นที่ทำงานให้เรียบร้อยและเติมเต็มด้วยสิ่งที่คุณชอบ เช่น รูปภาพที่สร้างแรงบันดาลใจ ดนตรีที่โปรด หรือแม้แต่การจัดไฟให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มความเพลิดเพลินในการทำงาน 5. เล่นสนุกและไม่ซีเรียสเกินไป …
Sensory Play คืออะไร
Sensory Play คืออะไร?การเล่นผ่านทางระบบรับความรู้สึก ที่ช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัส ทั้ง 5 อันได้แก่การสัมผัส การดมกลิ่น การมองเห็น รสชาติ เเละเสียง รวมถึงการเคลื่อนไหว ความสมดุล และการรับรู้เชิงพื้นที่ด้วยโดยเกือบทุกประสบการณ์ที่เด็กมีส่วนร่วม จะเกิดการกระตุ้นประสาทสัมผัสอย่างน้อยหนึ่งอย่าง อย่างไรก็ตาม การเล่นบางประเภทจะกระตุ้นประสาทสัมผัสมากกว่าประเภทอื่นๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะได้รับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสทั้งหมด ถึงแม้การกระตุ้นให้เด็กลองทำสิ่งใหม่ๆ จะเป็นเรื่องดี แต่ก็อย่ากดดันให้เด็กทำสิ่งต่างๆ มากเกินไป ประโยชน์ของการเล่นทางประสาทสัมผัสคืออะไร? เมื่อแรกเกิด ประสาทสัมผัสของเด็กยังไม่พัฒนาเต็มที่ แต่พวกเขาสามารถพัฒนาเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเด็ก ๆ มีส่วนร่วมกับโลกรอบตัวพวกเขา ซึ่งหมายความว่าเด็กทารก เด็กเล็ก และเด็กก่อนวัยเรียนจะเรียนรู้เกี่ยวกับโลกด้วยการสัมผัส การชิม การดมกลิ่น การเห็น การได้ยิน และการเคลื่อนไหวร่างกาย เนื่องจากประสาทสัมผัสของเด็กเล็กยังคงพัฒนาอยู่ ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสใหม่แต่ละอย่างจึงสร้างเส้นทางประสาทที่พัฒนาศักยภาพของสมอง การเจริญเติบโตของสมองที่เกิดขึ้นจากการเล่นด้วยประสาทสัมผัสจะช่วยเพิ่มประสาทสัมผัสของเด็ก ซึ่งพวกเขาจะสามารถใช้ในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กมีส่วนร่วมกับพื้นผิวต่างๆ พวกเขาจะเรียนรู้ว่าพื้นผิวใดหยาบ/เรียบ แข็ง/นุ่ม และเปียก/แห้ง ตระหนักนี้เป็นขั้นตอนแรกในการเรียนรู้การจำแนกและจัดเรียงวัตถุ Sensory Play ประตูสู่โอกาสการเรียนรู้– ทักษะทางภาษา – ทักษะการประสานงาน– ทักษะการแก้ปัญหา– ทักษะการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม – ทักษะการควบคุมตนเอง (อารมณ์และพฤติกรรม) –…
พัฒนาการด้านศิลปะในแต่ละช่วงวัย
มีคำถามที่ผู้ปกครองมักถามคุณครูบ่อยๆ เกี่ยวกับเด็กๆ คือลูกๆ ทำได้ดีแล้วหรือยัง? ทำได้เท่านี้ปกติมั้ยคะ คุณครูที่โรงเรียบอกว่าเค้าระบายสีไม่สวย วาดรูปไม่ได้ จนทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านเกิดความกังวลในตัวลูก วันนี้คุณครูจะมาบอกเล่าเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กๆ ตามทฤษฎีของ Erik H. Erikson (นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน) ที่มีความเชื่อมโยงกับการขีดเขียนวาดรูปของเด็กๆ จากการวิเคราะห์เด็กและทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมเด็ก ที่ศึกษาจากการอบรมเลี้ยงดู สภาพสังคม และความเป็นอยู่ นำมาเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยากับสังคมวิทยา จนเกิดแนวคิดว่ามนุษย์ต้องพึ่งพาสังคมและสังคมต้องพึ่งมนุษย์ จนมีวิวัฒนาการที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน จนได้มีการแบ่งพัฒนาการทางบุคลิคภาพออกมาถึง 8ขั้น แต่ในที่นี้คุณครูจะเปรียบเทียบกับช่วงอายุเด็กที่เชื่อมโยงกับการขีดเขียนรูปเพียง 4ขั้นดังนี้ ขั้นที่1 ระยะทารก (0-2ปี) ระยะขวบแรกที่เด็กจะเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส ดู-ฟัง-รับรส-สัมผัส-กลิ่น จากการกอดรัดสัมผัส พูดคุยเล่นด้วย การดูดนมแม่ การมองเห็นสิ่งของ ดังนั้น Sensory Play หรือการเล่นที่ส่งเสริมให้เด็กสำรวจสิ่งรอบตัวด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จึงเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการเด็กได้เป็นอย่างดี ขั้นที่2 วันเริ่มต้น (2-3ปี) เป็นวัยที่เด็กๆจะได้เริ่มเรียนรู้ที่จะกิจกรรมต่างๆด้วยตนเอง หากได้รับการสนับสนุน การกระตุ้นให้เด็กได้ทำอะไรด้วยตนเองพอสมควรนั้น จะทำให้เด็กได้มีการพัฒนาทางด้านสมองและร่างกายไปในตัว เช่นการพัฒนาและส่งเสริมกล้ามเนื้อมือมัดเล็ก…
อย่าให้เด็กเล่นกรรไกรมันอันตราย
อย่าให้เด็กเล่นกรรไกรมันอันตราย! หลายครั้งที่เรามักเคยได้ยินญาติผู้ใหญ่ คอยดุเตืิอนเสมอ ที่เด็กๆหยิบกรรไกรขึ้นมา ราวกับว่าเป็นเข็มอาบยาพิษของแม่มดที่กลัวออโรร่าจะไปจับยังไงอย่างงั้น . . แต่หากเรามองในเรื่องของการพัฒนาทักษะพึงมีของเด็กๆแล้วล่ะก็ กรรไกรถือเป็นอุปกรณ์ที่ท้าทายอย่างหนึ่งที่ช่วยฝึกทั้งกล้ามเนื้อมือมัดเล็ก ไปพร้อมๆกับการฝึกสมาธิได้ในคราวเดียวกัน ซึ่งสำคัญที่สุดคือ คุณพ่อหรือคุณแม่ควรจะอยู่กับน้อง ในการใช้กรรไกร โดยเริ่มจากการฝึกจับกรรไกรให้ถูกต้อง การออกแรงถ่างกรรไกรด้วยมือเดียว เมื่อเด็กๆจับอย่างถูกต้องได้แล้ว อาจให้เริ่มจากตัดกระดาษตามเส้นตรง ด้วยความยาวประมาณ 15 ซม. ก่อนจะค่อยๆขยับเป็นนรูปทรงสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยม วงกลม หรือรูปร่างที่มีความซับซ้อนมากขึ้นตามทักษะ และอาจต่อยอดขึ้นงานศิลปะอย่างการตัดกระดาษเป็นรูปทรงต่างๆ เช่น ตัดวงกลม แล้วนำมาเเปะเป็นรูปภาพ ดอกไม้ หรือพระอาทิตย์ หรือรูปอื่นๆตามจินตนาการเด็กๆ ก็ได้ . . อย่าลืมที่จะชื่นชมผลงานที่ลูกทำด้วยนะคะ เพราะคำชมเล็กๆน้อยจากคุณฑ่อคุณแม่ ถือเป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่สำหรับลูกน้อยเลยล่ะค่ะ
ทำอย่างไรเมื่อลูก เอาแต่ใจ
ทำอย่างไรเมื่อลูก เอาแต่ใจ ไม่เฉพาะเพียงแต่สิ่งที่ถูกสอนถึงจะเกิดการเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่ถูกสอนก็เกิดกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาต่อไปเป็นนิสัยได้เหมือนกัน คุณพ่อคุณแม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่? ขัดใจปุ๊ปร้องไห้ปั้ป หนักๆเข้าก็ลงไปดิ้นกับพื้นจนกว่าพ่อแม่จะยอมทำในสิ่งท่ี่ลูกต้องการ เพราะเด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเป็นทารก คือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองหิว เมื่อร้องไห้แล้วมีน้ำนมให้กิน เด็กจะเรียนรู้ว่า หิวให้ร้องแล้วจะได้กินนมให้อิ่ม เมื่อทำซ้ำจึงเกิดเป็นกระบวนการเรียนรู้ ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ เมื่อต้องการอะไรมากๆ ก็ให้เพิ่มความต้องการให้รุนแรงขึ้นไปอีก และหากพ่อแม่ใจอ่อน ยอมตกหลุมพรางความต้องการโดยปราศจากเหตุผลนั้นแล้ว ก็จะทำให้เด็กๆ เรียนรู้ได้เองตามธรรมชาติ ถึงวิธีสนองความต้องการ คือแสดงพฤติกรรมทีทรุนแรงมากขึ้น จนพัฒนากลายเป็นนิสัยเมื่อเติบโตขึ้น . . ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ธรรมชาติของเด็กวัยนี้ (ช่วง 6 ขวบแรก) เป็นช่วงของการเรียนรู้ การเอาแต่่ใจ และการยอมรับฟัง ที่จะเกิดขึ้นผสมผสานกันไป เป็นช่วงที่พ่อแม่ห้ามใจอ่อน และต้องเริ่มฝึกให้เขาไม่ติดนิสัยการเอาแต่ใจ . . แล้วจะเเก้ไขอย่างไรดีคะ? ต้องเริ่ีมฝึกให้ลูกช่วยเหลือตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก (เริ่มตอน2ขวบ) เริ่มใส่เสื้อผ้าเอง กินข้าวเอง พาไปเจอเพื่อนในวัยเดียวกันเพื่อให้เกิดเรียนรู้ การแบ่งปัน การได้รับการให้ เวลาที่ลูกร้องไห้โวยวายเมื่อไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ (ประเภทลงไปดิ้นกับพื้น) สิ่งแรกที่ควรทำคือ การเข้าไปกอดลูกไว้…
ลูกทำการบ้าน…เป็นเรื่องง่าย!
ถึงแม้ว่าเด็กๆ จะปิดเทอมกันแล้ว แต่ที่โรงเรียนก็ฝากการบ้านปิดเทอมมาให้ลูกฝึกฝน เราก็ไม่อยากบังคับ แต่ปล่อยไว้ก็คงจะไม่่ได้ทำแน่ๆ วันนี้เรามาดูเคล็ด(ไม่)ลับ ที่จะช่วยลูกทำการบ้าน…ให้เป็นเรื่องง่าย! กันดีกว่าค่ะ ลูกทำการบ้าน…เป็นเรื่องง่าย! จัดมุมโปรด ให้โดนใจ โต๊ะควรมีขนาดพอเหมาะกับผู้นั่ง มีเเสงไฟที่สว่างเหมาะกับการอ่านหนังสือ และควรจัดวางอุปกรณ์ต่างๆบนโต๊ะให้เป็นที่เป็นทาง เพราะสะดวกต่อการหยิบใช้ อุปกรณ์ต้องครบ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำการบ้านก็คือ อุปกรณ์เครื่องเขียน ไม่ว่าจะเป็นดินสอ ยางลบ ปากกา สีต่างๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์ขาดตอน หรือเป็นข้ออ้างในการทำการบ้าน ควรเตรียมอุปกรณ์ให้ครบครัน ห่างไกลอุปกรณ์อิเลคโทรนิค บ่อยครั้งที่เด็กๆถูกดึงดูดความสนใจด้วยโทรทัศน์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ เพราะนอกจากมันจะุดูดเวลาไปโดยไม่รู้ตัวแล้ว แสงจากอุปกรณ์อิเลคโทรนิคส์ต่างๆนั้น มีผลกระทบต่อดวงตา อาจทำให้เหนื่อยล้าจนไม่อยากทำการบ้านต่อ เวลาที่ใช่ ควรจัดเวลาทำการบ้านให้กับลูก แต่ก็ไม่ควรถึงกับ Fix เรื่องเวลาเป็นตัวเลขซะทีเดียว อาจเป็นช่วง“ช่วงเวลา” เช่นหลังอาบน้้ำ หลังจากกลับถึงบ้าน หรือก่อนเวลาอาหารเย็น แบ่งเวลาให้ดี เพื่อจะได้มีเวลาไปทำอย่าง อื่นด้วย มองหาตัวช่วย ไม่ใช่ทุกครั้งที่เด็กๆ จะสามารถทำการบ้านได้เอง เพราะการบ้านที่เด็กๆ ได้มานั้นคือบทเรียนที่ช่วยฝึกฝนให้เขาเก่งขึ้น…
จะบีบมือหรือด่าทอ
จะบีบมือหรือด่าทอ!? บางครั้งเด็กๆ ก็มีวิธีการจัดการในแบบของเขา ซึ่งบางครั้งมันเวิร์คกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆเสียอีก ครั้งนึงเราเคยทำงานเป็นครูพี่เลี้ยงเด็กในค่าย ที่เป็นทั้งโค้ช เป็นทั้งพี่เป็นทั้งเพื่อน ให้กับเด็กๆ ซึ่งในแต่ละวัน ก็จะมีโจทย์ความท้าทายที่ช่วยทดสอบอารมณ์และจิตใจเด็กๆ ให้เติบได้เรียนรู้แต่ละวันที่เขาเติบโต . บ่อยครั้งที่ความผิดพลาดถูกซ้ำเติม จนกลายเป็นความผิดหวัง แต่จะผิดหวังจากอะไรก็ไม่เท่าความผิดหวังจากตัวเอง เพราะนั่นหมายความเราไม่มีความภูมิใจในตัวเองเหลืออยู่เลย ความเสียใจ ความโกรธเกลียดตัวเองประดังเข้ามาจนไม่รู้จะระบายออกอย่างไร . . น้องเค(นามสมมุติ) ร่วมทำกิจกรรมกลุ่มกับเพื่อน แต่น้องเคทำออกมาได้ไม่ดีนัก จึงถูกเพื่อนๆว่า และออกเดินออกมาจากกิจกรรมนั้น ด้วยความรู้สึก2อย่าง คือ โกรธและผิดหวัง เมื่อดูเผินๆ เราจะรู้สึกว่า น้องโกรธและผิดหวังที่เพื่อนๆมองเขาแบบนี้ . แต่หากเราจะมองให้ลึกลงไปอีกสักนิด ในการแสดงออกที่ดูเหมือนเด็กทะเลาะกันนั้น แท้จริงมีอาจมีเหตุผลมากกว่านั้น ความโกรธที่ไม่ได้แสดงออกด้วยการทำร้ายผู้อื่น ความผิดหวังที่ผลักออกมาเป็นน้ำตา มันไม่ใช่เรื่องเด็กทะเลาะกัน แต่มันคือเรื่องความภูมิใจในตัวเองที่วันนี้น้องไม่มีเหลือเลย ด้วยพื้นฐานน้องที่ใช้เวลาปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆได้ค่อนข้างช้ากว่าคนอื่น และมีลักษณะนิสัยที่ชอบอยู่คนเดียว ทำอะไรคนเดียวแล้วนั้น การแยกตัวออกระบายอารมณ์คนเดียว นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง . น้องเคที่กำลังโกรธเริ่มขว้างเก้าอี้เสียงดัง ในฐานะครูพี่เลี้ยงจึงตั้งใจจะเข้าไปพูดคุยกับน้อง แต่น้องซี(นามสมมุติ) เข้ามาบอกว่า “อย่าพึ่งเข้าไปดีกว่าครับพี่” เด็กน้อยอายุ9ขวบพูดพร้อมกับสายตาที่จ้องไปที่เพื่อน “ผมเห็นเขาเริ่มไม่มีเเรงขว้างแล้ว เขาคงเริ่มเหนื่อยแล้ว รอให้เค้าหยุดขว้างค่อยเข้าไปคุยดีกว่า” …
ทำไมต้องเกรี้ยวกราด
#ทำไมต้องเกรี้ยวกราด เเฮชเเทคอารมณ์ขันหยอกล้อทีเล่นทีจริง เพื่อแสดงอารมณ์และเจตนารมณ์บางอย่าง ซึ่งส่วนใหญ่มักออกมาในรูปแบบน่ารักๆ เชิง พูดเเซวเล่นเหมือนเด็กงอแงไม่ได้ของเสียมากกว่า แต่เด็กที่งอแงร้องแสดงพฤติกรรมความไม่พอใจนั้น รักไม่ใช่รูปแบบของความเกรี้ยวกราดที่เเสดงออกมาข้างต้น เพราะนั่นอาจเป็นวิธีระบายความโกรธหรือความคับเเค้นใจบางอย่างซึ่งเป็นอารมณ์ที่ควบคุมได้ยากในเด็กเล็ก การร้องแสดงความไม่พอใจในเด็กเล็ก เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กกำลังเรียนรู้การควบคุมตัวเอง โดยพบบ่อยในช่วง2-3ปีเเรก พบว่าร้อยละ 50 ถึง 80 มีการร้องอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อยค่อยลดลงจนเมื่ออายุ 4ปี โดย ส่วนใหญ่การร้องแบบอาละวาดนั้นจะไม่เกิน 5 นาที ไม่ใช่เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องวิตกแต่อย่างใด แต่หากเด็กๆที่อายุมากกว่า4ปี ยังคงมีพฤติกรรมดังนี้อยู่ อาจส่งผลต่อการพัฒนาการ การควบคุมอารมณ์ในอนาคตได้ค่ะ ร้องตั้งแต่3 ครั้งขึ้นไปต่อวันและแต่ละครั้งร้องนานเกิน 15 นาที มีพฤติกรรมอย่างอื่นร่วมด้วยเช่นมีปัญหาการนอนปัญหาการเรียนหรือมีปัญหาความสัมพันธ์กับเพื่อน ทำลายข้าวของ ทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่นร่วมด้วย ✏️เเนวทางป้องกันและเเก้ไข -การเเจ้งล่วงหน้า หลายครั้งที่ให้เด็กหยุดการทำกิจกรรมกระทันหัน อาจกระตุ้นให้เด็กไม่พอใจ ควรแจ้งเตือนก่อนถึงเวลาให้เด็กหยุดกิจกรรมนั้นจริงๆ -เปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจและในตัวเลือกนั้นพ่อเเม่ต้องยอมรับได้ -หลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้เด็กหงุดหงิดหากเป็นสิ่งไม่จำเป็นเช่นกิจกรรมเกินความสามารถของเด็กหากเด็กเริ่มหงุดหงิดให้บ่ายเบี่ยงไปทำอย่างอื่นแทน -ให้ความสนใจทางบวกแก่เด็กเสมอ เช่นชมเชยเมื่อเขามีพฤติกรรมที่ดีเพื่อเป็นแรงจูงใจให้เขาทำพฤติกรรมที่ดีมากขึ้น -พ่อแม่ควรนิ่งสงบไม่ควรตะโกนหรือแสดงอาการโกรธให้เด็กเห็นเพราะจะยิ่งทำให้เด็กอาละวาดมากขึ้น -เมื่อเด็กสงบแล้ว อย่าปล่อยผ่าน ให้เข้าไปคุยกับเด็กปกติ หากเป็นเด็กโตอาจพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวิธีการแก้ไขในครั้งต่อไป แม้การร้องแสดงความไม่พอใจจะเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการที่ปกติ…
ทำยังไงดีคะ? ลูกร้องไห้ไม่หยุดเลยเวลาไปโรงเรียน
ทำยังไงดีคะ? ลูกร้องไห้ไม่หยุดเลยเวลาไปโรงเรียน อีกหนึ่งปัญหาหนักอกของคุณแม่ ที่เหมือนใจจะขาดไปด้วยเมื่อต้องไปส่งลูกๆ เข้าโรงเรียน แต่ลูกตัวน้อยของคุณกลับร้องไห้ไม่หยุด ทั้งๆที่เมื่อวานก็ยังโอเคอยู่เลย เป็นเรื่องธรรมดาของความคุ้นชินของเด็กๆ ที่ต้องห่างพ่อห่างแม่ หรือสถานที่อยู่จากบ้านมาอยู่ที่โรงเรียน จากพ่อแม่มาเป็นครู หรือจากพี่เลี้ยง คุณตายายมาเป็นเพื่อน บรรยากาศที่ไม่คุ้นชิน อาจสร้างความหวาดกลัวเล็กๆ ขึ้นมาในใจของเด็กๆได้ คุณพ่อคุณแม่ อาจเริ่มจากการพาลูกไปสร้างความคุ้นเคยกับโนงเรียนในสถานที่ต่างๆ ด้วยตนเอง เช่น ไปสนามเด็กเล่น จะได้เล่นเครื่องเล่นสนุกๆกับเพื่อนใหม่ๆ พูดถึงข้อดีของโรงเรียน เช่น หากลูกว่าลูกว่ายน้ำ อาจพูดกับลูกว่าที่โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่หนูชอบด้วยนะ หรืออาจเป็นชุดยูนิฟอร์มตัวสวยที่เหมาะกับหนูมากๆ การให้เด็กๆ พักผ่อนให้เพียงพอและได้รับอาหารที่เหมาะสมก่อนมาโรงเรียน เพราะการอดนอนอาจส่งผลต่อารมณ์ของเด็กๆ ที่อาจทำให้เริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างไม่สดใสนัก สร้างบรรยากาศให้ลูก บางครั้งลูกอาจยังไม่ชินหรือรู้สึกไม่ปลอดภัยกับสถานที่ใหม่ๆ ของใช้ส่วนตัวของลูก อย่างกระติกน้ำ กล่องดินสอ จะลดความไม่คุ้นชินลงไปได้ ติดตามข่าวสาร ทางโรงเรียนมักมีกิจกรรม หรือข่าวต่างๆ ภายในโรงเรียนที่อาจเป็นประโยชน์โดยตรงหรือทางอ้อมให้ลูกๆ ได้ เช่นเพื่อการชักจูงให้ลูกอยากมาโรงเรียน ทำความรู้จักกับครูประจำชั้นเรียนและผู้ปกครองคนอื่น เพื่อฝากฟังดูแล สอบถามพฤติกรรมหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียน เพื่อช่วยกันแก้ไข…
เพิ่มมั่นใจให้ลูกน้อยด้วยเทคนิคง่ายๆ
เพิ่มมั่นใจให้ลูกน้อยด้วยเทคนิคง่ายๆ เด็กสมัยนี้การแสดงออกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อเด็กอายุ 4-5 ขวบ ทำให้เห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดระหว่างเด็กขี้อาย กับเด็กที่กล้าแสดงออก เพราะเป็นวัยที่เด็กๆเริ่มเข้าโรงเรียนและช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว แต่เมื่อเด็กโตขึ้น ความขี้อายก็จะเริ่มลดลง และกล้าคิด กล้าทำ ในเรื่องต่างๆด้วยตัวเองมากขึ้นเอง วันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับเด็กๆ กันค่ะ เริ่มต้นด้วยเรื่อยง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการให้ลูกได้เลือกหยิบเสื้อผ้าใส่เอง โดยอาจจะกำหนดเป็นธีมง่ายๆว่า วันนี้คุณพ่อคุณแม่จะพาไปสวนน้ำ ลูกอยากใส่ชุดอะไรไปสวนน้ำกับคุณแม่ดีคะ ซึ่งเรื่องใกล้ตัวแบบนี้จำช่วยให้น้องสามารถตัดสินใจเรื่องในอนาคตได้ ให้อิสระกับลูก พูดคุยกับลูกบ่อยๆ ว่าเขาอยากทำอะไร ลองพาเขาไปทำในสิ่งที่เขาอยากทำ เพราะบางครั้งการที่ลูกขี้อาย อาจเพราะเขารู้สึกไม่ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นการปล่อยให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากทำ จะช่วยให้เขาค่อยๆกล้าแสดงออกมาขึ้น แต่ก็ไม่ใช่การตามใจไปซะทุกเรื่องนะคะ แนะนำตัวเอง เด็กหลายคนขี้อายเพราะไม่รู้จะทำตัวยังไงเมื่อต้องเจอคนที่ไม่รู้จัก การหัดให้เขาทักทายด้วยการสวัสดี จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยทำลายกำเเพงความขี้อายนั้นลงได้ หรือหัดให้ลูกพูดโต้ตอบกับคนอื่นๆ เช่นเมื่อถูกถามว่าหนูชื่ออะไร ให้หนูตอนชื่อตัวเอง และลองถามว่าเค้าชื่ออะไรกลับบ้าง เวลาที่ลูกโต้ตอบกับคนอื่นได้ ก็ช่วยให้เขาไม่เกร็งเวลาต้องเจอคนแปลกหน้าใหม่ๆ ฝึกลูกให้รู้จักรับผิดชอบการเเบ่งปันหน้าที่รับผิดชอบง่ายๆ เข่น การทิ้งขยะ ช่วยคุณแม่เก็บจาน และกล่าวชมเชย ให้กำลังใจแล้ว จะช่วยให้ลูกรู้สึกภูมิใจในตัวเอง เมื่อเด็กรู้สึกมีความมั่นใจในการทำอะไรแล้ว ก็ค่อยๆฝึกให้เขาทำเช่นนีเนอกบ้านบ้าง เช่นที่โรงเรียน…
ตอนเด็กเรียนโรงเรียนอะไรก็ได้ ตอนโตค่อยย้ายดีจริงไหม!?
ตอนเด็กเรียนโรงเรียนอะไรก็ได้ ตอนโตค่อยย้ายดีจริงไหม!? เด็กๆ เกิดและค่อยๆเติบโตขึ้น สภาพแวดล้อมและสังคมที่เจอในวัยเด็กจะค่อยๆหล่อหลอมนิสัยนิสัยของพวกเขาให้เติบโตแตกต่างกัน หรืออาจจะต่างจากที่คุณพ่อคุณแม่คิดไว้เลยก็ได้ ดังนั้นการเลือกโรงเรียนตอนเด็กจึงไม่ใช่อะไรก็ได้อีกต่อไป แต่เราอาจต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆด้วย 🚗ระยะทาง คงไม่คุ้มกันเลยใช่มั้ยคะที่ลูกต้องตื่นเช้าออกจากบ้านกันตั้งแต่6โมง นั่งอยู่บนรถอีก2 ชั่วโมง ก่อนถึงรร. และไหนคุณพ่อคุณแม่จะต้องรีบออกจากที่ทำงานบึ่งรถมารับลูกที่รร. และกลับมาบ้านอีก เด็กบางคนอยู่นอกบ้านนานถึง 12ชั่วโมงเลยก็มี ความเหนื่อยล้าทางกายที่ได้รับการพักผ่อนไม่เพียงพอ บวกกับทางจิตใจ ที่อาจต้องนั่งรอพ่อแม่หลังเลิกเรียนนานกว่าจะมารับ ในขณะที่เพื่อนๆทะยอยกลับบ้านกันไปหมดแล้วนั้น ส่งผลต่อความคิดและอารมณ์ของเด็กได้ 💰การเงิน โรงเรียนที่ดีไม่จำเป็นต้องเเพงเสมอไป เราไม่จำเป็นต้องเสียเงินเกินตัวเพราะต้องการซื้อสังคมดีๆ สภาพแวดล้อมดีๆ เกินกำลังตัวเอง โรงเรียนระดับกลางที่มีคุณภาพก็สามารถผลิต นักเรียนดีๆออกมาได้เช่นกัน การลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ อาจนำไปเพิ่มเติมในส่วนของการเรียนเสริมเพิ่มทักษะอื่นๆ ที่เด็กสนใจก็ได้นะคะ 🏫สภาพแวดล้อม สิ่งปลูกสร้างและธรรมชาติควรอยู่ในสัดส่วนที่สมดุลกัน เด็กๆควรมีโอกาสได้เรียนรู้ผ่านประสาท สัมผัส จากทั้งในและนอกห้องเรียน ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีบุคลากรดูเเลอย่างทั่วถึง เช่นสนามเด็กเล่นที่ปลอดภัยและเเข็งเเรง ต้นไม้ที่ปลูกในส่วนของสถานศึกษาต้องไม่เป็นอันตรายเช่นมีหนามคม ต้นไม้สูงที่ให้ผลใหญ่หล่นง่าย หรือหญ้ารกที่เสี่ยงต่อการเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดของลูก💗
10 กิจกรรมเสริมทักษะหนูๆช่วงปิดเทอม
10 กิจกรรมเสริมทักษะหนูๆช่วงปิดเทอม พอได้ยินคำว่า ปิดเทอม เด็กหลายๆคนคงร้องเฮดังลั่น เพราะนี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในวัยของพวกเขาที่ ไม่ต้องไปโรงเรียน การได้นอนตื่นสาย นั่งดูทีวีหรือสมัยนี้อาจจะเป็นเล่นเกมส์จากคอมพิวเตอร์ทั้งวันเป็นสิ่งที่โปรดปรานที่สุดในตอนนี้ แต่ในมุมของผู้ปกครองก็คงอยากให้ลูกได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมให้เป็นประโยชน์มากที่สุดใช่ไหมครับ การทำกิจกรรมร่วมกันกับครอบครัวก็เป็นวิธีหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยเสริมสร้างความรักความผูกพันในครอบครัวแล้วยังช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กๆได้ดีอีกด้วย ลองมาดูกันครับว่ามีกิจกรรมไหนที่น่าสนใจบ้าง 1. วาดรูประบายสี เป็นกิจกรรมที่เด็กหลายๆคนชอบ การขีดเขียนหรือระบายสีตามจินตนาการนอกจากจะช่วยฝึกสมาธิ ฝึกความอดทนแล้ว ยังส่งเสริมด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์อีกด้วย ลองให้เด็กๆวาดภาพเกี่ยวกับครอบครัว ภาพในชีวิตประจำวัน แล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนคิดกับคุณพ่อคุณแม่ ก็จะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจที่ดีขึ้นได้ครับ 2. ทำอาหาร การทำอาหาร นอกจากจะทำให้เด็กๆสนุกสนานเพลิดเพลินแล้ว ยังช่วยเพิ่มพัฒนาการช่วยเหลือตัวเอง การคำนวณปริมาณ ส่วนผสมต่างๆในอาหาร และยังช่วยให้เด็กรู้สึกภูมิใจในตนเองเวลาได้รับคำชมจากผู้ปกครองอีกด้วย 3. ปลูกต้นไม้ ทำสวน แรกๆอาจจะเริ่มต้นด้วยการช่วยคุณพ่อรดน้ำต้นไม้ ปลูกผักสวนครัวต้นเล็กๆในกระถาง หรือช่วยคุณแม่จัดตกแต่งสวนให้สวยร่มรื่น กิจกรรมนี้จะส่งเสริมให้เด็กรักธรรมชาติ รักต้นไม้ และรู้คุณค่าของสิ่งแวดล้อม ทำให้มีจิตใจที่อ่อนโยนอีกด้วยครับ 4. เล่นกีฬา การเล่นกีฬาตามความถนัดและความชอบของเด็กๆ นอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังฝึกความมีวินัยในการซ้อม ความอดทน และปูทางสู่อาชีพหรือความสามารถพิเศษเฉพาะทางในอนาคตได้ครับ 5. เล่นดนตรี ดนตรี นอกจากจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ทำให้เพลิดเพลินแล้ว ดนตรีนับว่าเป็นกิจกรรมที่พัฒนาสมองเป็นอย่างมาก เพราะต้องใช้ทั้งทักษะความจำ…
สิงคโปร์ยกเลิก “การสอบ” ให้เด็กโฟกัสการเรียนรู้ ไม่ใช่แข่งขัน
สิงคโปร์ยกเลิก “การสอบ” ให้เด็กโฟกัสการเรียนรู้ ไม่ใช่แข่งขัน #ประเทศไทยยกเลิกบ้างมั้ย ปันจุบันเด็กๆ หลายคนต้องเรียนหนังสืออย่างหนักหน่วง นอกจากจะต้องเรียนที่โรงเรียนแล้วยังต้องไปเรียนกวดวิชาข้างนอก เพื่อที่จะสอบให้ได้ที่ 1 ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ ต้องการแก้ปัญหาการเรียนหนัก และการสอบที่เกินจำเป็น อันเป็นผลมาจากการจัดอันดับทางด้านการศึกษาที่มีมาอย่างยาวนาน จึงได้ประกาศยกเลิกระบบ “จัดอันดับในชั้นเรียน” และยกเลิกการ “สอบ” สำหรับนักเรียนช่วงชั้นประถม และมัธยม ตามนโยบาย “การเรียนรู้เพื่อชีวิต” (Learn For Life) เพื่อกระตุ้นให้เด็กนักเรียนจดจ่ออยู่กับกระบวนการเรียนรู้ และเปลี่ยนแปลงระบบการสอนในโรงเรียน ให้เป็นการเรียนรู้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การแข่งขันกันเรียนเหมือนที่ผ่านมา! และไม่ต้องห่วงว่าไม่มีการสอบแล้วจะวัดผลการเรียนของเด็กได้อย่างไร เพราะสิงคโปร์ ได้เปลี่ยนมาเป็นการเก็บข้อมูลประเมินผลการเรียนรู้แทน และเริ่มเปลี่ยนระบบในปีการศึกษา 2019 ดังรายการต่อไปนี้ 1.ไม่มีการตัดเกรดบันทึกลงในสมุดพก และจะไม่มีการจัดอันดับภายในชั้นเรียน หลีกเลี่ยงปัญหาการถูกเปรียบเทียบ 2.ยกเลิกการสอบทุกชนิดในระดับชั้น ป.1 และ 2 ใช้ระบบควิซถามประเมินความรู้ความเข้าใจแทน 3.ยกเลิกการสอบกลางภาคในระดับชั้น ม.1 และภายในปี 2020 – 2021 จะนำไปใช้กับชั้น ป.3 ป.5 และม. 3…
ลูกพัฒนาการช้า เรื่องที่พ่อแม่กังวล
Image by Марина Вельможко from Pixabay ลูกพัฒนาการช้า เรื่องที่พ่อแม่กังวล เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า คือเด็กที่มีพัฒนาการช้ากว่าลำดับขั้นพัฒนาการตามปกติของช่วงอายุเด็ก การที่ ลูกพัฒนาการช้า อาจเกิดขึ้นในด้านใดด้านหนึ่ง หรือหลายด้าน เช่น ทักษะด้านการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่(เช่น การเดิน และการขีดเขียน) ด้านการสื่อสารและภาษา (ทั้งการรับ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับความเข้าใจ และการแสดงออก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพูด) การช่วยเหลือตนเอง (เช่น การเข้าห้องน้ำหรือแต่งตัว) ด้านสังคม (เช่น การสบตา และเล่นกับคนอื่น) ซึ่งการที่เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ พันธุกรรมที่ได้รับจากพ่อและแม่ สุขภาพที่ไม่สมบูรณ์ของแม่ขณะตั้งครรภ์ ภาวะการคลอดที่ไม่ราบรื่น สุขภาพของเด็กหลังคลอดและปัจจัยแทรกซ้อนช่วงหลังคลอด การเลี้ยงดูและภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม สัญญาณเตือน ลูกพัฒนาการช้า อาการผิดปกติที่ส่งผลทำให้ลูกพัฒนาการช้านั้น เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย อีกทั้งหากลูกมีร่างกายที่ผิดปกติ ก็จะส่งผลไปถึงพฤติกรรมของลูกได้อีกด้วย ซึ่งอาการผิดปกติที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเห็นได้ชัด ที่ต้องคอยระวัง ได้แก่ 1. ศีรษะ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่า ลูกมีศีรษะที่เล็ก หรือใหญ่เกินไป นั่นก็อาจบ่งบอกได้ว่า ลูกอาจจะมีการเจริญเติบโตทางสมองที่ผิดปกติได้ ส่วนขนาดเส้นรอบศีรษะโดยปกติของเด็กนั้นจะมีขนาดโดยประมาณดังนี้ แรกเกิด-3…
วิจัยพบเด็กยุคใหม่ EF ต่ำกว่าเกณฑ์
วิจัยพบเด็กยุคใหม่ EF ต่ำกว่าเกณฑ์ จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการให้ประเทศเราก้าวข้ามผ่านความเป็นประเทศรายได้ระดับกลางสู่ประเทศรายได้สูง ภาคธุรกิจต่างๆ เติบโตแข่งขันหากำไร แต่ในทางกลับกันสถาบันครอบครัวกลับอ่อนแอลง โดย ในงานแถลงข่าว เรื่อง “EF..ทักษะสมองขั้นสูง ทางรอดของเด็กไทยในศตวรรษที่ 21” ที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ดร.นุชนาฏ รักษี รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว เปิดเผยว่าทางสถาบันได้ร่วมกับบริษัทดาวและ RLG ทำการศึกษา EF ในเด็กปฐมวัย ที่มีอายุระหว่าง 3-6 ปี จำนวน 136 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดห้วยโป่ง และ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตาบลมาบข่าพัฒนา จังหวัดระยอง พบว่า พ่อแม่ 77.9% ทำกิจกรรมร่วมกับลูกเพียง 1 ครั้ง/สัปดาห์ เด็ก 31.6% ดูทีวีมากกว่า 2 ช.ม/วัน 5.9% พบความรุนแรงในครอบครัว จากการสอบถามพ่อแม่พบว่าลูกพัฒนาการปกติสมวัย เพียง 72.0% แต่จากการประเมินโดยการตรวจพบว่า เด็กมีพัฒนาการล่าาช้าถึง 74.4 % แต่หลังจากที่เด็กและครอบครัวทั้งหมดเข้าสู่โปรแกรมการพัฒนา EF ของทางสถาบันฯ เด็กมีพัฒนาการสมวัยเพิ่มขึ้นจากจำนวน 25.6% เป็น 53.3% ของเด็กทั้งหมด…
ผ้าอ้อมสำเร็จรูปมีผลต่อการกลั้นฉี่ของลูกหรือไม่
ทางบ้านไม่อยากให้ลูกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพราะเปลือง ทางครูก็กดดันมาว่าทำไมเด็กยังต้องใช้อีก คนอื่นๆ เขาเลิกใช้กันแล้ว หนูกลุ้มใจมากเลย เพราะพอไม่ใส่ก็ราด เด็กทุกคนบนโลกจะสามารถกลั้นฉี่และอึได้ก่อนอายุ 3 ขวบทุกคน หากเราไม่กดดันจนเกินไป ช่วงอายุ 2-3 ขวบเป็นช่วงวัยพัฒนาการที่เรียกว่าออโตโนมี่ (autonomty) เด็กจะพัฒนาความสามารถกลั้นฉี่และกลั้นอึได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่มีใครต้องสอน และที่จริงแล้วไม่มีใครจะมีปัญญาสอน เพราะกล้ามเนื้อกลั้นฉี่กลั้นอึนี้เป็นกล้ามเนื้อเรียบ (smooth muscle) ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของจิตใจ กล้ามเนื้อกลั้นฉี่กลั้นอึที่หูรูดกระเพาะปัสสาวะและที่หูรูดทวารหนักอยู่ที่ศูนย์กลางของร่างกายอยู่แล้ว จึงจะพัฒนาได้เองเป็นอย่างแรกๆ โดยที่ไม่ต้องมีใครบังคับ ที่เราพยายามสอนเด็กๆ คือสอนเรื่องกาลเทศะเสียมากกว่า กล่าวคือเมื่อปวดฉี่ให้ไปฉี่ตรงนั้น และเมื่อปวดอึให้ไปถ่ายตรงนั้น พ่อแม่ที่รู้งานจะพาลูกไปห้องน้ำตามเวลา ด้วยความสุข นั่งเป็นเพื่อน รอเวลาให้เขาถ่าย เขาไม่ถ่ายก็กลับออกมาด้วยความสุขเหมือนขาเข้า เราจึงเรียกว่าสุขา เข้าก็เป็นสุข ออกก็เป็นสุข เมื่อเด็กๆ เป็นสุขเขาจะทำได้เองโดยไม่มีใครสอน เรียกว่าทำได้เองโดยอัตโนมัติ ในทางตรงข้าม หากเรากดดันเขามากไปในวันเวลาที่เขาไม่พร้อม เขาจะติดขัด พัฒนาไม่ไป เราเรียกว่า fixation การกลั้นฉี่อึนี้ก็จะยืดยาวออกไป และถ้าเรายังไม่เลิก ดุด่าว่าตีซ้ำเพียงเพราะเขากลั้นยังไม่ได้ เขาจะเริ่มถดถอย พัฒนาการถอยหลัง เราเรียกว่า regression ความสามารถที่จะกลั้นได้ก็จะยืดยาวออกไปอีก เรื่องการติดขัดและการถดถอยนี้เป็นได้กับพัฒนาการอื่นๆ ด้วย…
ลูกมีพัฒนาการช้ามีลักษณะอย่างไร
ทุกครั้งที่เห็นเด็กวัยเดียวกับลูกของเรา อดไม่ได้ที่จะลองสังเกตแล้วเปรียบเทียบกับลูกตัวเอง ที่จริงเรื่องของพัฒนาการของเด็กแต่ละคนไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกัน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็กบอกอยู่บ่อย ๆ ว่า เรื่องพัฒนาการเติบโตของเด็กแต่ละคนไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบพัฒนาการก็เป็นเพียงเกณฑ์คร่าว ๆ เด็กแต่ละคนเกิดมาย่อมมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายหลาก จะช้าหรือเร็วกว่ากันบ้างไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แค่ไหนที่เรียกว่า “พัฒนาการช้า” พ่อแม่ส่วนใหญ่จะเพ่งเล็งไปที่ความก้าวหน้าทางพัฒนาการ ที่เห็นได้ชัด อย่างเช่น เมื่อไหร่ลูกจะนั่ง จะคลาน ยืน เดินได้ แต่คุณหมอทางด้านพัฒนาการทั้งหลายจะไม่ดูแค่นี้ คุณหมอจะให้ความสำคัญกับการรับรู้ของเด็ก มากเสียยิ่งกว่าพัฒนาการทางร่างกาย คุณหมอจะดูว่าหนูจะยิ้มให้ผู้คนไหม มองตามสิ่งที่เคลื่อนไหวไหม หรือสนใจจดจำเสียงต่าง ๆ ได้บ้างไหม.. นี่แสดงว่าหนูรับรู้สิ่งแวดล้อมที่มากระทบ สามารถเชื่อมโยงสิ่งหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน และมีปฏิสัมพันธ์ตอบสนองได้ แต่คุณพ่อคุณแม่กลับไปกังวล เมื่อเห็นลูกทำอะไรไม่ได้เหมือนคนอื่นเขา ไม่ก้าวหน้าอย่างที่ตารางพัฒนาการบอกไว้ ที่จริงเป็นเรื่องแสนจะธรรมดา ที่เด็กบางคนก้าวหน้าอย่างมากในบางเรื่องหรือล่าช้าในบางเรื่อง ไม่ได้เป็นสิ่งแสดงว่าหนูจะเป็นอัจฉริยะหรือฉลาดน้อยแต่อย่างใด ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ยิ่งเด็กก้าวหน้าอย่างมากในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ อาจจะทำให้การเรียนรู้เรื่องอื่นลดน้อยลงไปด้วยซ้ำ อย่างเช่น เด็กที่คลานเก่ง ๆ อาจจะเดินช้าเพราะเขาสามารถคลานไปไหน ๆ ได้คล่องดังใจโดยไม่ต้องใช้ความพยายามที่จะเดิน เด็กบางคนที่ไม่ยอมคลานสักทีแต่เผลอแผล็บเดียวเดินเลยก็มี เรื่องของพัฒนาการกว้างกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่รู้จักและเข้าใจ และช่วงเวลาในการก้าวข้ามพัฒนาการแต่ละอย่าง เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันไปในช่วงเวลาที่แตกต่างกันถึง 6 เดือนก็เป็นได้ อย่างเช่น พัฒนาการทางภาษา เด็กสามารถเลียนเสียงพูดได้…
กลวิธีปราบเด็กแสบ (ดื้อ,ซน,ก้าวร้าว)
โดย…ธิดา พิทักษ์สินสุข “ครูหวาน” ใครๆ ก็คงอยากได้ลูกที่ว่าง่าย น่ารัก น่าเอ็นดู กันทุกคน แต่เหตุไฉนลูกของเราจึงไม่ไดดั่งใจ ไม่ดื้อก็ซน ไม่ซนก็ก้าวร้าว อ่อนอกอ่อนใจจริงไม่รู้จะทำอย่างไร เห็นทีต้องปล่อยให้ครูเขาจัดการเสียแล้ว เรื่องราวคงไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะที่สุดคุณครูก็จะย้ำทุกครั้งไม่ว่าทางบ้านต้องช่วยปรับพฤติกรรมด้วย ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ เพราะอย่างไรเสีย เราคงหลีกเลี่ยงความเป็นจริงไม่ได้ว่า พ่อแม่นั่นแหละเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อการปรับพฤติกรรมของลูก “เมื่อใดที่คุณเปลี่ยน ลูกจะเปลี่ยนตาม” สาเหตุและวิธีปราบเด็กดื้อ เด็กซน เด็กก้าวร้าว 1. ใส่ใจและเพิ่มปริมาณการชื่นชมพฤติกรรมที่ดี ลดการตำหนิติเตียน เด็กมีจุดอ่อนอยู่ 2 เรื่อง คือ ต้องการคนชม และต้องการคนสนใจ ถ้าเราสนใจและชมเขาในสิ่งดีที่เขาทำบ่อยๆ ให้มากเท่าที่ทำได้ ทุกครั้งที่ชมจะเป็นเครื่องยืนยันว่า หนูทำถูกต้องแล้ว ทำต่อไปนะแม้แต่เด็กที่ดื้อ ซน ก้าวร้าว พฤติกรรมก็จะดีขึ้นๆ จนกลายเป็นเด็กน่ารักในที่สุด 2. ใช้ท่าทีที่สงบสยบความดึงดัน ให้พ่อแม่เป็นคนยืนยันในสิ่งที่ต้องการ เด็กดื้อ คือ เด็กที่ยืนยันในสิ่งที่เขาต้องการ แล้วได้ตามต้องการ เด็กซน คือ เด็กที่ยืนยันว่าการเล่นสนุกนั้นทำได้เสมอในทุกที่ เด็กก้าวร้าว คือเด็กที่ยืนยันว่าการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงนั้นได้ผลเสมอ …
เด็กไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย ควรทำอย่างไร?
ปัญหาของเด็กๆ หรือวัยรุ่น ที่ไม่เคยใส่หน้ากากอนามัย และไม่ชอบมีอะไรมาปิดบังใบหน้า คงเป็นที่หนักใจคุณพ่อคุณแม่เป็นแน่ แต่จากสถานการณ์ในหลายเขตกรุงเทพมหานคร ที่มีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นปริมาณที่สามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เด็กๆ จึงเป็นกลุ่มที่ควรได้รับปกป้องให้ได้รับฝุ่นมลภาวะน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นวันนี้ ทีนเอ็มไทยเลยขอรวบรวมวิธีที่จะทำให้เด็กๆ ยอมใส่หน้ากากอนามัยกัน เด็กไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย ควรทำอย่างไร? 1. กลัวหายใจไม่ออก หน้ากากแบบธรรมดา หากต้องการใส่เพื่อป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 จำเป็นต้องใส่สองชั้น และระหว่างชั้นควรมีกระดาษทิชชู่คั่นไว้ระหว่างกลางอีกด้วย ถึงจะมีประสิทธิภาพดี แต่ยิ่งทำให้เด็กๆ รู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ออกหนัก ดังนั้น ควรเลือกหน้ากากป้องกันฝุ่น PM 2.5 แบบมีวาล์ว จะช่วยระบายอากาศ ช่วยระบายความร้อนและความชื้นที่สะสมภายในหน้ากาก 2. เลือกลายหน้ากาก ควรเลือกหน้ากากที่มีสี ลวดลายการ์ตูนที่เด็กชอบ เพื่อดึงความสนใจให้เขาอยากใส่มากขึ้น หรือถ้ากลุ่มวัยรุ่น ก็ควรเลือกหน้ากากแบบ 3D ใส่สบาย ไม่เจ็บหูขณะใส่นานๆ แถมรับกับใบหน้าให้ดูหน้าเรียว เหมือนดาราศิลปินเกาหลี ก็ดูจะถูกใจวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย 3. ไม่ชอบใส่เพราะหน้ากากเหม็น อีก 1 ปัญหากวนใจ นั้นก็คือ กลิ่นแปลกๆ…
ลูกของคุณเสี่ยงมีพฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือไม่
ปัจจุบันพบว่าเด็กวัยเตรียมอนุบาลและวัยอนุบาลเสี่ยงต่อการมีพฤติกรรมที่คล้ายออทิสติกมากขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักๆ มาจากวิธีการเลี้ยงดู แต่พฤติกรรมที่คล้ายหรือเหมือนจะเป็นออทิสติกนี้สามารถป้องกันและแก้ไขได้หากคุณพ่อคุณแม่รู้เท่าทันและใส่ใจดูแลลูกแบบใกล้ชิด พฤติกรรมคล้ายออทิสติกคืออะไร พฤติกรรมคล้ายออทิสติกหรือในสื่อสังคมมักเรียกว่า “ออทิสติกเทียม” เป็นภาวะที่เด็กขาด “การกระตุ้น” ในการสื่อสารสองทาง จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางการสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูขาดการมีปฏิสัมพันธ์กับลูก เช่น ไม่พูดคุย ไม่เล่นกับลูก เป็นต้น แต่ให้ลูกเล่นอุปกรณ์สื่อสารอย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นการสื่อสารแบบ One-way Communication หรือการรับสารเพียงทางเดียว จึงส่งผลให้เด็กเกิดความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสังคม ออทิสติก VS ออทิสติกเทียม โรคออทิสติกเกิดจากความผิดปกติของสมองเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ในขณะที่อาการออทิสติกเทียมจะเกิดจาก “ขาดการกระตุ้น” เป็นหลัก และถึงแม้ว่าทั้งสองอย่างจะมีลักษณะอาการคล้ายกัน แต่เด็กที่เป็นออทิสติกเทียมหากได้รับ “การกระตุ้น” ที่เหมาะสมถูกทางในระยะเวลาสั้น ๆ ก็จะสามารถกลับมาเป็นเด็กปกติได้ ในขณะที่เด็กออทิสติกยังคงมีพฤติกรรมที่ต่างจากเด็กปกติถึงแม้จะได้รับการฝึกกระตุ้นพัฒนาการแล้ว อย่างไรก็ตามเด็กที่เป็นออทิสติกหากได้รับการกระตุ้นพัฒนาการอย่างเหมาะสมก็สามารถมีพัฒนาการและพฤติกรรมที่ดีขึ้นได้อย่างมาก เช็กลูกให้ชัวร์ระวังอาการออทิสติก อายุ อาการ 6 เดือน ไม่ยิ้มหรือไม่แสดงอารมณ์สนุกสนาน 9 เดือน ไม่มีการส่งเสียง ยิ้ม แสดงสีหน้า โต้ตอบกลับไปมา 12 เดือน ไม่หันหาเสียงเรียกชื่อ ไม่เล่นน้ำลาย 18…
5 วิธีในการถ่ายภาพลูกของคุณจากมุมมองของพ่อแม่มือใหม่
5 วิธีในการถ่ายภาพลูกของคุณจากมุมมองของพ่อแม่มือใหม่ การใช้บริการการถ่ายภาพของตากล้องมืออาชีพนั้นเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยม แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงเช่นกัน ในขณะที่การถ่ายภาพลูกของคุณอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายเป็นร้อยดอลลาร์นั้น การถ่ายภาพลูกของคุณด้วยตัวคุณเองจะไม่ทำให้คุณต้องเสียค่าใช้จ่ายเหล่านั้น สำหรับการเรียนรู้วิธีถ่ายภาพลูกน้อยของคุณจากมุมมองของพ่อแม่มือใหม่นั้น มีขั้นตอนง่ายๆ 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้ เลนส์ EOS M100, EF-M22 มม. f/ 2 STM, f/ 2.8, 22 มม., 1/125 วินาที, ISO800 1. ภาพถ่ายของพ่อแม่และเด็กเล็กเทียบกับนิ้วมือ เลนส์ EOS M100, EF-M22 มม. f/ 2 STM, f / 2.8, 22มม., 1 / 60 วินาที, ISO800 คิดวิธีการแบบสร้างสรรค์ในการถ่ายภาพพ่อแม่และเด็ก วิธีหนึ่งคือการถ่ายภาพเด็กโดยการเปรียบเทียบนิ้วมือของพ่อแม่ มันจะทำให้เกิดความทรงจำที่สำคัญว่า ครั้งหนึ่งลูกของคนเคยตัวเล็กขนาดนี้ (ก่อนที่พวกเขาจะเติบโตอย่างรวดเร็ว) คุณยังสามารถพิมพ์ภาพถ่ายของคุณออกมา โดยใช้เครื่องพิมพ์ SELPHY และนำไปจัดวางไว้เป็นส่วนหนึ่งในการตกแต่งบ้านของคุณ 2. สัมผัสแห่งรัก เลนส์ EOS M100, EF-M22 มม. f/ 2 STM, f/ 2.8, 22 มม., 1/125 วินาที,…

